“พรรคเพื่ออนาคต” เตือน “ประยุทธ์-ประวิตร” ระวังติดหล่มปรองดอง-แนะเมินสองขั้วขัดแย้ง

0
504

หัวหน้าพรรคเพื่ออนาคต ชี้ “ประยุทธ์-ประวิตร” สร้างความปรองดองอย่างไร ไม่ติดหล่ม ไม่ติดกับดัก ส่วนด้านเลขาธิการพรรคเพื่ออนาคต แนะยืนหลักประโยชน์ชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ให้เมินสองขั้วขัดแย้งเรียกร้องรายวัน เพราะแค่หวังแย่งชิงอำนาจและแย่งผลประโยชน์เท่านั้น ไม่ได้คำนึงถึงประเทศชาติและประชาชน

นายพูลเดช กรรณิการ์ หัวหน้าพรรคเพื่ออนาคต ได้แสดงความคิดเห็นว่า อยากจะขอบอกกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คณะ คสช. และรัฐบาล ว่า อย่าเพิ่งไปคิดถึงความปรองดองระหว่างนักการเมืองหรือขั้วขัดแย้งทางการเมืองในเวลานี้ เพราะถ้าไปละเมอเพ้อถึงความปรองดองระหว่างนักการเมืองหรือขั้วขัดแย้งทางการเมืองในตอนนี้ เท่ากับกำลังพาตัวเอง ประเทศชาติ และประชาชน เข้าไปติดหล่ม ติดกับดัก หรือตกหลุมพรางความปรองดองอีกครั้ง เพราะในช่วงแรกหลังจากที่ คสช. ยึดอำนาจ ก็เข้าไปติดหล่มมาแล้วครั้งหนึ่ง กว่าจะถอนตัวออกมาได้แทบแย่

“มันไม่มีจริง มันไม่มีวันเกิดขึ้นหรอกครับ ความปรองดองระหว่างนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองได้แบ่งข้างแบ่งขั้วและแสดงออกถึงความเป็นปฏิปักษ์กันอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา และจนถึงขณะนี้ก็ยังดำรงความเป็นปฏิปักษ์กันอยู่” หัวหน้าพรรคเพื่ออนาคต กล่าวและว่า ทั้งนี้เพราะแต่ละข้างแต่ละขั้วได้สร้างเงื่อนไขของความขัดแย้งไว้มากมาย เพื่อวางเป็นจุดยืนของตนเอง และดึงประชาชนมาอยู่ในข้างของตน และใช้เงื่อนไขเหล่านั้นในการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม จึงเป็นไปไม่ได้ที่นักการเมืองหรือขั้วขัดแย้งจะหันหน้ากลับมาปรองดองกัน  เพราะแต่ละฝ่ายได้พันธนาการตัวเองไว้กับจุดยืนของแต่ละฝ่ายไว้มากมายและแน่นหนา สลัดก็ไม่หลุด อยากจะปลดพันธนาการก็ทำไม่ได้  เพราะไม่สามารถตอบประชาชนในซีกของตนได้

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95

หัวหน้าพรรคเพื่ออนาคต ระบุอีกว่า ขณะที่ในอีกบริบทหนึ่ง ความขัดแย้งนั้นก็คือวิถีทางการต่อสู้ทางการเมืองของแต่ละฝ่าย เพื่อนำตัวเองเข้าไปสู่การมีอำนาจทางการเมือง รวมทั้งการเอาชนะฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะโดยการเลือกตั้ง หรือการเมืองท้องถนน มันเป็นธรรมชาติของการเมืองและนักการเมืองที่จะต้องเห็นต่างกัน ขัดแย้งกัน มีอุดมการณ์ ความคิดความเชื่อ มีแนวนโยบายที่แตกต่างกัน เพื่อเสนอตัวเองให้ประชาชนพิจารณาว่าจะเลือกหรือเอาด้วยกับฝ่ายใด

ดังนั้น ความคิดที่จะให้พรรคการเมืองใหญ่สองขั้ว หรือกลุ่มการเมืองสองขั้วที่ขัดแย้งกันและต่อสู้กัน หันหน้ามาปรองดองกัน จับมือกัน เซ็นเอ็มโอยู จึงเป็นความคิดที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เลิกคิดได้เลย เสียเวลาเสียสมองเปล่าๆ และจะทำให้ คสช. และรัฐบาลล้มเหลวไปด้วย เพราะอย่างที่บอกแต่ละฝ่ายพันธนาการตัวเองไว้กับจุดยืนของตนเองอย่างดิ้นไม่หลุด ดูจากท่าทีของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ที่ออกมาตั้งเงื่อนไขของการปรองดอง รวมทั้งบอกว่าจะไม่เซ็นเอ็มโอยู เท่านี้ก็เห็นความเป็นจริงแล้ว

ส่วนท่าทีของพรรคเพื่อไทย และกลุ่ม นปช. ที่มีท่าทีขานรับ ก็เพราะต้องการเอาตัวรอดจากคดีความทางการเมืองต่างๆ ซึ่งตัวเองอยู่ในฐานะเสียเปรียบ ขณะเดียวกันก็อาจล่อให้ คสช. และรัฐบาลตกหลุมพราง เพราะรู้ว่ายังไงฝ่ายประชาธิปัตย์ และ กปปส. ก็คงไม่เอาด้วยอยู่แล้ว จึงแสดงท่าทีสนับสนุนให้ คสช. และรัฐบาลเดินหน้าปรองดอง เพื่อทำให้ คสช. และรัฐบาลเดินไปสู่ความล้มเหลวในเรื่องการปรองดองเป็นครั้งที่ 2

หัวหน้าพรรคเพื่ออนาคต ระบุต่อไปว่า อยากขอเตือน คสช. และรัฐบาล ว่า อย่าเพิ่งรีบพูดถึงการปรองดอง อย่าเพิ่งพยายามใดๆ ที่จะให้เกิดภาพการปรองดอง โดยเฉพาะการจะไปจับมือใครมาเซ็นเอ็มโอยูปรองดอง เพราะหากครั้งนี้ล้มเหลวอีก คสช. และรัฐบาลก็จะเสียหาย โดยเฉพาะคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน จะเสียคน และจะกลายเป็นความล้มเหลวในการทำงานของ พล.อ.ประวิตรด้วย โดยไม่ต้องไปพูดถึงหน้าตาของคณะกรรมการชุดนี้ที่มีแต่ทหาร ว่าจะสร้างความปรองดองได้หรือไม่

ฉะนั้น คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง จะต้องไม่ไปเร็วถึงขั้นการพูดถึงการสร้างความปรองดอง แต่คณะกรรมการชุดนี้ควรทำในเรื่องการลดเงื่อนไขความขัดแย้งให้ได้ก่อน เริ่มจากการรวบรวมประเด็นที่เป็นความขัดแย้ง ต่อจากนั้นก็ถอดชนวนเงื่อนไขความขัดแย้งออกไป เพื่อลดความขัดแย้ง ซึ่งหากสามารถถอดชนวนความขัดแย้งออกไปได้ ความปรองดองก็จะตามมาเอง โดยไม่จำเป็นต้องเซ็นเอ็มโอยู

แต่ทั้งนี้ การถอดชนวนความขัดแย้ง จะต้องไม่เอาเฉพาะพรรคการเมือง หรือแกนนำกลุ่มการเมืองที่ขัดแย้งกันมาถอดชนวน เพราะพวกนี้คือพ่อค้าความขัดแย้ง ที่ใช้ความขัดแย้งนำไปสู่อำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง แต่คณะกรรมการจะต้องนำประชาชนที่สังกัดอยู่ในขั้วการเมืองต่างๆ รวมทั้งประชาชนที่เป็นกลาง จากทุกจังหวัด ทุกภูมิภาค ทุกสาขาอาชีพ มาร่วมกันถอดชนวนความขัดแย้ง เพราะประชาชนเท่านั้นที่จะถอดชนวนความขัดแย้งได้ มิใช่นักการเมืองหรือแกนนำกลุ่มมวลชน เนื่องจากประชาชนมิได้มีผลประโยชน์จากความขัดแย้ง

อาจมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่จะดึงประชาชนมาร่วม แต่สามารถทำได้ เพราะประชาชนเองก็ต้องการแสดงความต้องการของตนเองออกมา การที่ประชาชนแสดงความต้องการของตนออกมาได้เองจะทำให้ประชาชนแยกตัวเองออกมาจากนักการเมืองและกลุ่มการเมือง และนักการเมืองและแกนนำกลุ่มการเมืองจะไม่สามารถชี้นำ ชักจูงหรือบงการประชาชนได้อีก

คสช. และรัฐบาลจะต้องเป็นผู้เลือกประชาชนมาร่วมถอดชนวน เพราะจะได้ประชาชนแท้ๆ ต้องไม่ให้นักการเมืองเป็นผู้เลือกเข้ามา การปรองดองในบ้านเมืองจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นการปรองดองของประชาชน ส่วนการปรองดองของนักการเมืองและกลุ่มการเมือง ไม่ต้องไปหวัง ปล่อยให้ขัดแย้งกันไป ถ้าประชาชนไม่เอาด้วย ก็ไม่เป็นปัญหา

ดังนั้น อย่าไปหวังให้นักการเมืองเลิกขัดแย้ง เลิกทะเลาะกัน อยู่เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ ซึ่งไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง แต่ในที่สุดเมื่อประชาชนปรองดองกันได้ นักการเมืองและแกนนำกลุ่มการเมืองก็จะลดราวาศอกต่อกันเอง เพราะประชาชนไม่เข้าร่วมขัดแย้งด้วย

ระหว่างที่ประชาชนเข้ามาถอดชนวนความขัดแย้ง คสช. และรัฐบาลก็จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อนักการเมืองและแกนนำกลุ่มการเมือง เพื่อควบคุมมิให้นักการเมืองและแกนนำกลุ่มการเมืองเข้าไปปลุกปั่นประชาชนหรือชี้นำประชาชนได้อีก เพื่อให้ประชาชนมีอิสระตัดสินใจปรองดองด้วยตนเอง

“มีแต่วิธีนี้เท่านั้น ที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงได้ครับ ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร คสช. และรัฐบาล” หัวหน้าพรรคเพื่ออนาคต กล่าวและว่า คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งเป็น 1 ใน 4 คณะ ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง “ป.ย.ป.” จะต้องเดินการทำงานในลักษณะนี้

ส่วนด้าน นายสยามสิน วลิตวรางค์กูร เลขาธิการพรรคเพื่ออนาคต กล่าวเช่นกันว่า ด้วยความรักและเคารพ ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ ท่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ท่านจะให้สองขั้วการเมืองมาเซ็นเอ็มโอยู แล้วจะเกิดความปรองดองนั้น เป็นเรื่องของการมโน เพราะในความเป็นจริง กลุ่มขั้วการเมืองที่ทำให้ชาติบ้านเมืองพังพินาศ ล้วนแล้วแต่ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวทั้งนั้น และยังหวังแย่งชิงอำนาจรัฐในการปกครองประเทศ หวังสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตัวเอง หาได้ทำเพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชนไม่

“ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ และ ท่าน พล.อ.ประวิตร อยากให้ท่านยึดหลักประโยชน์ประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง และควบคุมนักการเมือง โดยเฉพาะขั้วการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้งให้อยู่ในวินัย โดยการบังคับทางกฎหมายพวกนี้ไม่ให้ทำลายบ้านเมืองอีก ขอให้ท่านอย่าได้ฟังกลุ่มขั้วการเมืองที่เป็นขั้วขัดแย้ง แต่จงเดินหน้าหยุดพฤติกรรมของพวกเขา และขอให้ท่านยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้งเถอะ ท่านจะเป็นรัฐบุรุษของชาติ แน่นอน” เลขาธิการพรรคเพื่ออนาคต กล่าว

ทิ้งคำตอบไว้