ภัยร้ายทุนผูกขาดครอบงำประเทศไทย รัฐ-นักวิชาการ-สื่อเมินเศรษฐกิจที่แท้จริง

0
1281

ประเทศไทย ไม่ว่ารัฐบาลไหน ไม่ว่าพรรคการเมืองใด ที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่รับใช้กลุ่มทุนผูกขาดมาอย่างต่อเนื่อง ไม่สนใจใยดีประเทศชาติบ้านเมือง และประชาชนภายในชาติ เพราะต่างคิดกอบโกยเอาผลประโยชน์ใส่ตน เพราะอะไรหรือ เพราะกลุ่มทุนผูกขาดเหล่านี้ได้ใช้ทุนครอบงำอำนาจรัฐ ทั้งรัฐบาล รัฐสภา ผ่านพรรคการเมือง และสื่อมวลชนก็เป็นเป้าหมายหนึ่งในการครอบงำด้วยการทุ้มทุนให้เงินโฆษณาเพื่อสร้างลัทธิความเชื่อว่าทุนนิยมนี้แสนดีหนักนา ทั้งที่เป็นภัยร้ายที่กัดเซาะประเทศชาติ สร้างกิเลสตัณหา สร้างหนี้ และทำลายระบบการค้ายังชีพฐานรากที่หล่อเลี้ยงการดำรงชีพเพื่อความอยู่รอดของประชาชน เท่ากับว่า กลุ่มทุนผูกขาดพวกนี้ปรารถนาให้ประชาชนเป็นทาสของตนนั่นเอง

ข่าวสารโลกออนไลน์วันนี้ ขออนุญาตหยิบยกข้อคิดเห็นของ รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อดีตประธานหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเผยแพร่ เพราะเห็นว่า ข้อคิดเห็นนี้มีคุณค่าต่อประเทศชาติที่ประชาชนไทยทุกคนต้องไตร่ตรองและคิดกันใหม่ โดยชี้ให้เห็นถึงภัยร้ายของกลุ่มทุนผูกขาดที่กำลังยึดครองประเทศไทยอยู่ในขณะนี้

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ชี้ให้เห็นว่า สื่อมวลชน นักวิชาการ ร่วมกันสร้างข่าวสารด้านเศรษฐกิจที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดเพี้ยน ด้วยเหตุ 2 ประการ

ประการแรก นักข่าวด้านเศรษฐกิจที่มีความรู้พื้นฐานทางเศรษฐกิจมีจำนวนน้อยมาก และที่มีอยู่ก็มักจะไม่ใส่ใจพัฒนาค้นคว้าด้านเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

ประการที่สอง นักวิชาการส่วนใหญ่ก็ไม่สนใจ ที่จะพยายามทำให้ประชาชนพื้นฐานเข้าใจ แถมมักจะพูดแต่เรื่องการลงทุน การส่งออก การค้าระหว่างประเทศ ตลาดหุ้น ตลาดทองคำ ตลาดน้ำมัน  ไม่ค่อยมีนักวิชาการที่พูดปัญหาปากท้องของคนส่วนใหญ่ รายได้เกษตรกร รายได้คนงาน กิจการโชว์ห่วยหาบเร่แผงลอย ฯลฯ

ทั้งๆที่ตัวเลขมันฟ้องว่ารายได้ของคนเหล่านี้มีความสำคัญต่อความเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุด เพราะมันสร้างกำลังซื้อหรือพลังการบริโภค ที่ช่วยสร้าง จีดีพี ถึง 54% ของ จีดีพี 2559

n02

ขณะที่ การลงทุนของธุรกิจสร้างจีดีพีได้เพียง 22% ดุลการค้า (ส่งออก- นำเข้า) สร้างได้ 9% และสุดท้าย งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลสร้างได้ 15%

ความผิดเพี้ยนในความเข้าใจเรื่องหลักๆ มีอยู่หลายเรื่อง แต่จะขอนำเรื่องสำคัญ 3 เรื่อง มาแสดงให้เห็น กล่าวคือ:-

1) สื่อและนักวิชาการจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ได้ทำให้สังคมเข้าใจว่าเศรษฐกิจคือธุรกิจ เพราะมีแต่พูด มีแต่ข่าวธุรกิจ ทั้งๆที่แท้จริงเศรษฐกิจของประเทศใดๆ ประกอบด้วย 4 ระบบหลักคือ การบริโภค + การผลิต + การแลกเปลี่ยนค้าขาย +  การปริวรรตเงินตรา หรือการแลกเปลี่ยนกันระหว่างสกุลเงินต่างๆ หรือถ้าจะพูดตามหลักการเศรษฐกิจมหภาค ระบบเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การบริโภค + การลงทุนของธุรกิจเอกชน + การใช้จ่ายจ่ายภาครัฐ + ดุลการค้า

ธุรกิจจึงเป็นเพียง 1 ใน 4 ขององค์ประกอบ การไปเข้าใจว่าเศรษฐกิจคือธุรกิจ จึงถูกเพียงเสี้ยวส่วนเท่านั้น

2) ความสำคัญของธุรกิจเรื่องการลงทุนบวกการส่งออก ยังสร้างค่า GDP. ได้น้อยกว่าการบริโภคที่มาจากรายได้ของมนุษย์ค่าจ้าง และมาจากอาชีพอิสระ กล่าวคือ:-

ธุรกิจการลงทุน มี 22% ส่งออก ลบ นำเข้า มี 9 % รวมแล้ว 31% เท่านั้น ขณะที่ การบริโภค มีถึง 54% แล้วเหตุใด รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยรวมถึงรัฐบาลนี้ จึงเอาใจ เกรงใจ ธุรกิจนายทุนนักหนา ส่งเสริมการลงทุน โร้ดโชว์เพื่อการลงทุน ลดภาษีการลงทุน โอนกิจการของรัฐเพื่อประชาชนให้นายทุน ฟังแต่คำแนะนำของนายทุน ปล่อยให้นายทุนผูกขาดตลาด

แน่นอน นายทุนมีความสำคัญต่อระบบทุนนิยม แต่ก็เห็นตัวเลขแล้วมิใช่หรือว่า ลูกจ้าง, เกษตรกร, อาชีพอิสระ ผู้เป็นพลังบริโภคหลักสร้างจีดีพีได้มากกว่านายทุน ทำไมรัฐบาล สื่อมวลชน และนักวิชาการ จึงไม่ให้ความสนใจ และทำให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริงนี้

รัฐบาลส่งเสริมให้พ่อค้า นายทุน รวมกลุ่มรวมก้อน เพื่อทำธุรกิจ แต่ทำไมรัฐบาล ราชการปากว่าตาขยิบ ไม่ส่งเสริมการรวมกลุ่มของลูกจ้าง ไม่ยอมให้สัตยาบันอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ อนุสัญญาที่ 87 และ 98 ว่าด้ายการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง

ไม่ยอมรับให้คนงานมีสิทธิ์  1 คน 1 เสียง ในการกำหนดการบริหารจัดการกองทุนประกันสังคมที่เป็นกองทุนของคนงานเอง

รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญต่อมนุษย์ค่าจ้างซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่สุดในสังคมปัจจุบันน้อยกว่านายทุนหลายเท่า เพราะอะไร  รัฐบาลนี้ดูแลผลประโยชน์ของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเสมอหน้ากันหรือไม่ สื่อและนักวิชาการก็เช่นเดียวกันให้ความสำคัญกับทุนมากเกินไปหรือเปล่า

3) เรื่อง จีดีพี กับการส่งออก การพูดการตอกย้ำของนักวิชาการและของรัฐบาลผ่านสื่อว่า การส่งออกเป็น 70% ของ จีดีพี ทำให้สังคมเข้าใจว่าการส่งออกสำคัญที่สุด เพราะสร้าง จีดีพี ถึง 70%

แต่ดังที่ผมอธิบายแล้วว่า มันไม่ใช่ ค่าของตัวเลขส่งออกเทียบกับตัวเลข จีดีพี เป็น 70% นั้นใช่ แต่ไม่ได้สร้าง จีดีพี 70% เพราะต้องเอามูลค่าการนำเข้ามาลบออกเสียก่อน ในปี 2559 เมื่อเอามูลค่านำเข้าลบออกแล้ว เหลือเพียง 9% เท่านั้น

ตัวเลขนี้มันเตือนเราว่าทุกการส่งออก มันมีการนำเข้า ยิ่งส่งออกได้มาก ยิ่งมีการนำเข้ามาก ตัวอย่างสินค้าอีเล็คโทรนิค เราส่งออกมีมูลค่าถึง 700,000- 800,000 ล้านบาท แต่มีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 90% ของมูลค่าส่งออก แปลว่า เมื่อหักมูลค่านำเข้าแล้ว ผลสุทธิมีเพียง 70,000- 80,000 ล้านบาท เท่านั้น

เทียบกับที่คนงานไทยไปทำงานต่างประเทศ ขนเงินกลับประเทศไทยได้ปีละ 70,000- 80,000 ล้านบาท เท่ากัน แต่รัฐบาลแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขาเลย อย่างที่มีคำกล่าวว่า “ไปเสียนา กลับมาเสียเมีย” คือตอนจะไปต้องกู้หนี้ยืมสิน หรือขายไร่ขายนา สิ้นสัญญากลับมา เมียไปมีผัวใหม่

ขณะที่ธุรกิจอีเล็คโทรนิคเท่าที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลเอาใจสารพัด เป็นหน้าเป็นตาว่าเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 แต่ผลสุทธิก็ไม่ต่างจากรายได้ของคนงาน ที่รัฐบาลแทบไมได้ช่วย ไม่ได้ส่งเสริมอะไรเลย

ทุกรัฐบาลหลงทุนแล้วไม่คิดถึงคุณของคนงาน แถมยังตกอยู่ภายใต้วงล้อมของทุนสามานย์โดยไม่คิดฝ่าออกมา

n03

“ผมรู้สึกคับข้องใจทั้งรัฐบาล สื่อมวลชนส่วนใหญ่ นักวิชาการส่วนใหญ่ สนใจเศรษฐกิจระดับรากหญ้ารากแก้วน้อยเกินไป ทั้งๆที่เป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนความเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะคนเหล่านี้คือผู้สร้างพลังการบริโภคที่สร้าง จีดีพี ได้ถึง 54% ในปี 2559” รศ.ดร.ณรงค์ กล่าว

ทิ้งคำตอบไว้