มัณฑะเลย์ (ตอน 2) : ภูเขาเจดีย์แห่งเมืองสกายน์

0
1296

พระอาจารย์นรมณ์ได้พาผมขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์บนยอดเขาสกายน์

เขาสกายน์มีความสูง 240 เมตร บางช่วงเป็นทางลาดชัน แต่มีถนนปูน รถขึ้นไปด้านบนได้ จากนั้นก็มีทางบันไดทอดยาวขึ้นด้านบนไปที่ วัด ซุน อู พอนยา ชิน (Soon U Ponnya Shin Pagoda) แวะไหว้พระ สักการะทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต วัดนี้มียอดเจดีย์สูงถึง 29.3 เมตร ภายในเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ บริเวณนี้ถือเป็นจุดชมวิวของเมือง นอกจากจะเห็นวิวของแม่น้ำอิรวดีที่สวยงดงามแล้ว มองลงมาก็จะเห็นเหล่าวัดและเจดีย์มากมายในบริเวณของภูเขาสกายน์แห่งนี้ ถือว่าเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดของเมือง เพราะจะเห็นเมืองโดยรอบ

นั่งพักให้หายเหนื่อยซักพัก ถ่ายรูปซักหน่อย ต่อมาก็เดินลงมาจากเขาอีกนิดหน่อย มาที่ วัด อู มิน ทอนซ์ (U Min Thonze Pagoda) หรือวัด 30 ถ้ำ วัดนี้อยู่บริเวณช่วงกลางของเนินเขาสกายน์ ภายในจะมีพระพุทธรูปจำนวน 45 องค์ ประดิษฐานอยู่ด้านใน มีทางเดินโค้งคู่ไปกับพระพุทธรูป ด้านนอกวัดก็มีการทาสีสันสดใสสวยงาม รวมถึงลวดลายปูนปั้น บริเวณช่องหน้าต่างที่ทำคู่ไปกับพระพุทธรูปด้านใน ก็มีการทาสีทองสดใส

จากนั้น หากใครมีเวลาก็ยังสามารถไปวัดที่อื่นๆ ได้อีก อย่างเช่น วัดเจดีย์กองมูดอว์ (KaungHmuDaw Pagoda) หรือ วัดเจดีย์นมสาว เนื่องจากรูปทรงเจดีย์ค่อนข้างแปลกตา คล้ายกับนมของหญิงสาว บ้างก็ว่าวัดซาลาเปา ก็คล้ายเหมือนกัน วัดแห่งนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้าตาหลู่น เมื่อประมาณปี พ.ศ.2179 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วที่ทรงนำมาจากประเทศศรีลังกา บ้างก็เรียกเจดีย์องค์นี้ว่า “เจดีย์ซาลาเปา” ตัวองค์เจดีย์มีความสูง 46 เมตร มีเส้นรอบวง 274 เมตร ทรงของเจดีย์คล้ายทรงครึ่งวงกลมคว่ำ เป็นศิลปะในแบบของชาวสิงหล ปัจจุบันตัวเจดีย์มีการบูรณะใหม่ ถูกทาให้เป็นสีทองทั้งหมดเพื่อความสวยงาม

แต่ก็สังเกตว่า บรรดาเหล่าเจดีย์มากมายที่โผล่ยอดขึ้นพ้นปลายไม้ ที่มองแล้วดูเหมือนภูเขาเจดีย์แห่งนี้ไม่ใช่เจดีย์ที่เป็นซากปรักหักพังหรือปล่อยร้างขาดคนดูแล แต่เป็นเหล่าเจดีย์มีสีสันสดใส และยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา มีสีทองสดใส เป็นภูเขาแห่งศรัทธา ที่ใครๆ มาแล้วไม่มีวันลืม

หลังจากที่เราลงจากภูเขาแห่งศรัทธามาได้สักพัก ขับรถข้ามสะพานออกมา เพื่อมาอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ เพื่อไปที่จุดชมวิวอีกหนึ่งจุด จะอยู่ตรงข้ามของภูเขาสกายน์ เพื่อที่จะมองภาพภูเขาแห่งศรัทธา โดยมีแม่น้ำอิรวดีเป็นฉากอยู่ด้านหน้า และวิถีชุมชนริมน้ำเป็นบรรยากาศรอบๆ พร้อมกับแสงสีทองอ่อนๆ ในช่วงเย็นที่ส่องออกมา สะท้อนกับพื้นน้ำ เป็นภาพที่สวยงามและเต็มเปี่ยมไปด้วยรู้สึก เป็นสิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างเข้าใจ โดยที่ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ กับเมืองแห่งนี้

img_0603_resize

ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนที่นี้… ไม่มีวันจาง

ริมแม่น้ำอิรวดี

บริเวณท่าน้ำริมฝั่งของแม่น้ำอิรวดี จะสังเกตเห็นท่อนไม้สักขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก กองอยู่เยอะแยะมากมาย ทั้งบนบกแล้วก็ผูกโยงกันเป็นแพ ลอยอยู่ในน้ำ เพื่อรอการขนส่งต่อไป มีรถบรรทุกมารอรับอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งคล้ายกับภาพของประเทศไทยในอดีต เพราะจำได้ว่าสมัยเด็กๆ บ้านจะอยู่ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งก็จะไปเล่นน้ำที่แม่น้ำ ก็จะมีซุงไม้ท่อนๆ แบบนี้แหละจำนวนมากลอยอยู่ที่บริเวณริมตลิ่ง ก็จะวิ่งเล่น โดดน้ำเล่นกัน ซึ่งปัจจุบันภาพแบบนั้นไม่เห็นแล้ว เพราะป่าไม่เราคงแทบจะหมดแล้วมั้ง พอมาเห็นที่นี่ ก็เลยนึกย้อนกลับไปในอดีต และพม่าก็คงจะเป็นไปในลักษณะเดียวกันกับของประเทศไทยในอีกไม่นาน ถ้าดูจากปริมาณจำนวนของท่อนซุงขนาดใหญ่ที่กองพะเนินกันอยู่อย่างมากมายเช่นนี้

ไม้สักพวกนี้ส่วนใหญ่จะตัดมากจากส่วนเหนือของรัฐสกายน์ ซึ่งทางเหนือของรัฐจะเป็นป่าดงดิบเป็นส่วนมาก พอตัดแล้วก็ผูกโยงกัน แล้วล่องมาตามแม่น้ำ ไหลมาจากทางเหนือของรัฐลงมาถึงด้านล่างบริเวณนี้ แล้วบางส่วนก็จะถูกขนส่งเข้าโรงงานแปรสภาพ แล้วก็กระจายไปตามที่ต่างๆ อีกที

img_0645_resize

ระหว่างทางที่นั่งรถมาจากสนามบิน ก่อนที่จะเข้าตัวเมืองนั้น ก็จะเห็นมีการเพาะปลูกกันตลอดสองฝั่งทาง  นอกจากนั้นก็จะเห็นมีบ้านที่สร้างแบบชั่วคราว คล้ายกับกระต๊อบอาศัยกันอยู่บริเวณข้างทางเป็นจำนวนมาก พอสอบถามก็ทราบว่า คนที่อยู่ข้างทางที่ก่อสร้างคล้ายเป็นเพิงชั่วคราวนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นคนในพื้นที่  เป็นคนในชุมชนละแวกนั้นๆ แหละ แต่พอช่วงหน้าน้ำ ที่บริเวณแม่น้ำอิรวดีมีน้ำขึ้นสูง พวกเขาก็ต้องอพยพขึ้นมาอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่สูงขึ้นมาเพื่อหนีน้ำ แต่เมื่อน้ำลดลง ก็ค่อยย้ายลงไปอยู่บริเวณด้านล่างเหมือนเดิม ซึ่งบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ต่ำ จึงทำให้เกิดน้ำท่วมง่าย เขาจึงมาอาศัยอยู่ริมถนนในทุกๆ ปี ในช่วงหน้าน้ำหลาก พอน้ำลดแล้วก็จะกลับไปทำความสะอาด และทำมาหากินที่เก่า เพราะที่นั่นมันเป็นแอ่ง พอน้ำลดก็จะมีตะกอนต่างๆ ทับถมกันแล้วจะเป็นปุ๋ยชั้นดี แล้วทุกคนก็จะกลับมาทำการเกษตรกันเหมือนเดิม

ที่อยู่ข้างทางนี้ก็จะเป็นที่ของใครของมัน เค้าจะทำเป็นโฉนดกันอย่างถูกต้อง เพียงแต่ว่าหน้าน้ำของแต่ละปีน้ำจะหลาก คนส่วนใหญ่จึงนิยมย้ายมาอยู่ที่นี่ตอนช่วงที่น้ำหลาก คนส่วนใหญ่ที่นี้มักจะนิยมปลูกพวกถั่วลิสง ข้าว ข้าวโพด แต่ก็มีบางส่วนที่ปลูกพวกดอกไม้บ้างก็มี

img_0636_resize

หลังจากที่อยู่ที่เมืองสกายน์กันจนเกือบจะค่ำ ก็นั่งรถเดินทางเข้าสู่เมืองมัณฑะเลย์ กลับวัดพักผ่อนเอาแรงเพื่อที่หมายต่อไปในวันรุ่งขึ้น

แล้วพบกันตอนต่อไป

@   จเร  สำอางค์

ทิ้งคำตอบไว้