สมัชชาใหญ่ UN-71 หวังยุติความจนทั่วโลก

0
758

การประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 71 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 18-25 กันยายน 2559 โดยมีวาระสำคัญในการประชุมที่จะดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) รวมถึงแผนยุติความยากจน ความหิวโหย สร้างความเสมอภาค และการปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อเดินหน้าเข้าสู่ปี ค.ศ.2030 หรือ พ.ศ.2573

การประชุมครั้งนี้จะพยายามส่งเสริมสันติภาพ ต่อต้านการก่อการร้าย แก้ไขปัญหาผู้อพยพ และผ่อนคลายวิกฤตทางมนุษยธรรม อีกทั้งจะผลักดันประชาคมโลกปฏิบัติตามแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปี พ.ศ.2573 ด้วย

ด้าน นายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวในที่ประชุมว่าต้องการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน และให้ความสำคัญมากในปีแรกที่จะขอให้ประเทศสมาชิกต่างๆ ให้การสนับสนุนนโยบาย การวางโครงการ และเงินทุน พร้อมทั้งเรียกร้องประเทศต่างๆ ร่วมกันทำให้ข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเกิดผลโดยเร็ววัน

การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมระดับสูงว่าด้วยการแก้ปัญหาผู้อพยพและผู้ลี้ภัยครั้งที่ 71 ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ได้ผ่านแถลงการณ์ว่าด้วยผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ นครนิวยอร์ก โดยประชาคมโลกและสหประชาชาติจะร่วมกันสร้างกรอบการรับมือกับปัญหาผู้ลี้ภัยที่ดำเนินการร่วมกับหลายฝ่าย เพื่อรับมือกับปัญหาการหลั่งไหลของผู้ลี้ภัย นอกจากนี้ ประชาคมโลกยังจะริเริ่มกระบวนการเจรจาระหว่างรัฐบาล ทำข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการอพยพอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยในปี ค.ศ.2018 หรือ พ.ศ.2561

นายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ และนายวิลเลียม แลซี สวิง ผู้อำนวยการใหญ่องค์กรเพื่อผู้อพยพระหว่างประเทศ ได้ลงนามใน “ข้อตกลงระหว่างสหประชาชาติและองค์กรเพื่อผู้อพยพระหว่างประเทศ” อย่างเป็นทางการ เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่า องค์กรเพื่อผู้อพยพระหว่างประเทศได้เข้าร่วมระบบสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ

นายบัน คีมูน ระบุด้วยว่า ประชาคมโลกกำลังพยายามปฏิบัติตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของโลก และในปัจจุบันได้มีกว่า 50 ประเทศและเขตแคว้นตกลงให้มีแผนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปี ค.ศ.2030 เป็นวาระสำคัญของรัฐบาลประเทศต่างๆ แล้ว และเรียกร้องประเทศต่างๆ ทั่วโลกอนุมัติข้อตกลงปารีสเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกโดยเร็ววัน และให้ข้อตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้ก่อนปลายปีนี้

ในส่วนของประเทศไทยนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงในการอภิปรายทั่วไป ในหัวข้อ “The Sustainable Development Goals : the Universal push to transform our world” และเป็นประธานการประชุม G77 Ministerial Meeting พร้อมทั้งมีกำหนดพบหารือกับผู้นำประเทศ ภาคเอกชนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา และชุมชนไทยในสหรัฐอเมริกา

โดยรัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยจะคงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในฐานะสมาชิกประชาคมระหว่างประเทศ รวมทั้งการทำหน้าที่ประธาน G77 ในการเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนา เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา  ผลักดันแนวคิดภายใต้หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมการประชุมในกรอบสมัชชาสหประชาชาติ และกิจกรรมคู่ขนานในวาระอื่นๆ เช่น การประชุมสุดยอดระดับผู้นำด้านผู้ลี้ภัยของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา  (President Obama’s Leader’s Summit on Refugees) การประชุมระดับสูงเรื่องการดื้อยาต้านจุลชีพ (Anti-Microbial Resistance – AMR) กิจกรรมระดับสูงเกี่ยวกับการใช้บังคับของความตกลงปารีส (High-level Event on the Entry into Force of the Paris Agreement)

สหประชาชาติ (United Nations : UN) หรือ องค์การสหประชาชาติ เป็นองค์การระหว่างประเทศซึ่งมีความมุ่งหมายที่แถลงไว้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ความร่วมมือในกฎหมายระหว่างประเทศ ความมั่นคงระหว่างประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ กระบวนการทางสังคม สิทธิมนุษยชน และการบรรลุสันติภาพโลก

สหประชาชาติก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ.1945 หรือ พ.ศ.2488 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อแทนที่สันนิบาตชาติ เพื่อยุติสงครามระหว่างประเทศ เพื่อเป็นเวทีสำหรับการเจรจา สหประชาชาติมีองค์กรจำนวนมากเพื่อนำภารกิจไปปฏิบัติ

สหประชาชาติมีสมาชิกทั้งหมด 193 ประเทศ ระบบสหประชาชาติอยู่บนพื้นฐานของ 6 เสาหลัก ได้แก่ สมัชชาใหญ่ คณะมนตรีความมั่นคง คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม สำนักเลขาธิการ และ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงคณะมนตรีภาวะทรัสตี (ปัจจุบันยุติการทำงานแล้ว) นอกจากนี้ยังมีองค์กรอื่นๆ อีกเช่น องค์การอนามัยโลก ยูเนสโก และยูนิเซฟ ตำแหน่งที่โดดเด่นที่สุดของสหประชาชาติ คือ เลขาธิการสหประชาชาติ ผู้ดำรงตำแหน่งคนปัจจุบัน คือ บัน คีมูน ชาวเกาหลีใต้ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.2007 หรือ พ.ศ.2550 ต่อจากโคฟี อันนัน

un7102_resize

ส่วนสมัชชาใหญ่ เป็นที่ประชุมรัฐสมาชิกสหประชาชาติทั้งหมดที่ร่วมประชุมกันเป็นประจำในสมัยประชุมประจำปี ภายใต้ประธานซึ่งเลือกตั้งมาจากรัฐสมาชิก ในช่วงเปิดสมัยประชุมแต่ละสมัยเป็นเวลากว่าสองสัปดาห์ สมาชิกทั้งหมดมีโอกาสเสนอญัตติแก่สมัชชาได้

การสมัชชาใหญ่นั้น เริ่มสมัยประชุมแรก เมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ.1946 หรือ พ.ศ.2489 ที่ เวสต์มินสเตอร์เซ็นทรัลฮอลล์ ในกรุงลอนดอน ซึ่งขณะนั้นมีสมาชิก 51 ประเทศ อย่างไรก็ก็ดี เมื่อสมัชชาใหญ่มีการลงมติต่อปัญหาที่สำคัญ จะต้องมีการลงมติและได้รับเสียงส่วนใหญ่เกินสองในสามของรัฐสมาชิกที่มาประชุม เช่น การแนะนำต่อสันติภาพและความมั่นคง การเลือกตั้งสมาชิกองค์กร การรับเข้า การระงับและการขับสมาชิก และประเด็นด้านงบประมาณ ส่วนปัญหาอื่นทั้งหมด ตัดสินโดยใช้มติเสียงข้างมาก รัฐสมาชิกแต่ละประเทศมีหนึ่งเสียง นอกเหนือไปจากการอนุมัติประเด็นทางงบประมาณ ข้อมติสมัชชาใหญ่ไม่มีผลผูกมัดต่อสมาชิก

สมัชชาใหญ่อาจเสนอคำแนะนำต่อปัญหาใดๆ ภายใต้ขอบเขตของสหประชาชาติ ยกเว้นประเด็นด้านสันติภาพและความมั่นคงซึ่งอยู่ภายใต้การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคง

ทิ้งคำตอบไว้