คดียึดทรัพย์G2Gข้าวส่อเค้าวุ่น รมว.พาณิชย์ปัดลงนามพ้นตัว

0
1912

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 เวลา 13.30 น. นายพูลเดช กรรณิการ์ นายสยามสิน วลิตวรางค์กูร และนายฐัตปกรณ์กาล เสมอเหมือน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ณ ห้องรับรอง 2 ตึกบัญชาการ เพื่อให้พิจารณาว่า การลงนามคำสั่งทางการปกครองของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรณีเรียกค่าเสียหายคืนแก่รัฐจากการขายข้าวจีทูจี อาจเป็นโมฆะ และไม่สามารถยึดทรัพย์คืนแก่รัฐได้ โดยมี นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับมอบ172673_resize

โดยเรียกร้องให้ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย พิจารณาทบทวนในเรื่องนี้ หรือส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ว่า สามารถกระทำได้หรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ และจะมีผลทางกฎหมายในการดำเนินการเรียกค่าเสียหายคืนแก่รัฐได้หรือไม่ รวมทั้งกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามมอบหมายให้ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อีกทอดหนึ่ง ว่า มีความจำเป็นหรือไม่ และเป็นการมอบอำนาจซ้ำซ้อนหรือไม่

ทั้งนี้เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยทำหนังสือตอบกลับมายังกระทรวงพาณิชย์ว่า ผู้ที่มีอำนาจลงนาม คือ นายกรัฐมนตรี กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศบอกเองว่า คนใดคนหนึ่งลงนามก็ได้ หรือจะลงนามทั้งสองคนก็ได้

ดังนั้น ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ย่อมหมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สามารถลงนามคนเดียวได้ โดยลงนามในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่สามารถและไม่จำเป็นต้องลงนามแทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ไม่จำเป็นต้องลงนามเอง หรือมอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามแทน เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามคนเดียวได้

การลงนามแทนนายกรัฐมนตรี จึงน่าจะกระทำไม่ได้ และไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจจะมีผลให้การเรียกค่าเสียหายกรณีการขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับนักการเมืองและข้าราชการจำนวน 6 ราย เป็นโมฆะในภายหลัง หากนักการเมืองและข้าราชการทั้ง 6 ราย หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาต่อสู้คดี ซึ่งอาจทำให้รัฐไม่สามารถเรียกคืนความเสียหายได้ จึงขอให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายทบทวนพิจารณาในเรื่องนี้ให้รอบคอบอีกครั้ง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ทั้งนี้สืบเนื่องจากที่ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล  เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ออกมาเปิดเผยคดี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ กับพวก รวม 21 คน ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด กระทำความผิดด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยช่วยเหลือมุ่งหมายและเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทโดยไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอรายอื่น แล้วนำข้าวที่ซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายในประเทศ หรือต่ำกว่าราคาที่รับจำนำ นำไปขายต่อให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ หรือนำไปให้บริษัทสยามอินดิก้านำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการค้าต่างประเทศและประเทศชาติ

l_resize

โดยยืนยันผลการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบธุรกรรมการทางการเงินแล้ว พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ทุจริตโดยการปลอมสัญญาให้ดูเสมือนมีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐจริง และพบว่าทรัพย์สินดังกล่าวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าได้มาจากการกระทำความผิดและเป็นความผิดมูลฐาน จึงได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของกลุ่มบริษัทสยามอินดิก้า

ส่วนคดีข้าวมีหลายกลุ่มคดีที่ยังไม่มีการดำเนินการตามหน้าที่และกรอบของกฎหมาย อย่างการดำเนินการเพื่อออกคำสั่งทางปกครองคดีจีทูจีปลอม คดีนี้ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ตัวเลขความเสียหายแล้ว และได้ข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรีให้ลงนามคำสั่งทางปกครองแล้ว แต่ยังไม่มีการลงนาม โดยให้เหตุผลว่าต้องรอบคอบ เพราะผู้ถูกเรียกชดใช้เป็นอดีตรัฐมนตรี ไม่มีวิธีปฏิบัติในการยึดอายัด มีความพยายามปรึกษาหารือเพื่อขอใช้ ม.44 ในการตั้งคณะกรรมการยึดและอายัด

นอกเหนือจากนี้มีความพยายามโดยการปรึกษาหารือไปที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ว่าการลงนามคำสั่งสามารถมอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ลงนามแทนได้หรือไม่ ซึ่ง ก.พ.ร. ตอบข้อหารือในหลักการ ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แต่กรณีนี้ไม่ใช่กรณีบริหารราชการตามปกติ หากให้ปลัดกระทรวงลงนามในคำสั่งทางปกครอง โดยผู้อยู่ภายใต้บังคับของคำสั่งเป็นรัฐมนตรี จะก่อให้เกิดปัญหาข้อโต้แย้งอย่างไรหรือไม่ และมีเหตุอันสมควรที่ต้องมอบหมายหรือไม่

ต่อมา นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามในหนังสือคำสั่งบังคับทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายกรณีการขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับนักการเมืองและข้าราชการจำนวน 6 ราย โดยเป็นการ “ลงนามแทนนายกรัฐมนตรี” และ “มอบหมายให้ปลัดกระทรวงลงนามแทน” อันอาจจะเป็นข้อโต้แย้งทางกฎหมายและจะทำให้รัฐต้องเสียประโยชน์ได้

ทิ้งคำตอบไว้