มัณฑะเลย์ : ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ (ตอน 1)

0
869

สัมผัสแรกแห่งเมืองมัณฑะเลย์

หลังจากออกสู่อาคารสนามบินนานาชาติมัณฑะเลย์ พอนั่งรถออกมาได้ซักพัก บรรยากาศแรกที่รู้สึก คือเหมือนกับได้ย้อนเวลากับไปในอดีต มีบรรยากาศความเงียบสงบและเรียบง่ายของบ้านเมืองทั้งสองข้างทาง  สำหรับเส้นทางเป็นถนนที่ตัดใหม่ ค่อนข้างดี รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมือง เป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อไปเมืองอื่นๆ ข้างเคียงได้อย่างสะดวก ถนนโล่งไม่ค่อยมีรถวิ่ง

สำหรับเป้าหมายแรกที่จะเดินทางไปก็คือ เมืองสกายน์ (Sagaing) เป็นเมืองที่เคยเป็นราชธานีเก่าของพม่าเมื่อราว 250 ปีที่แล้ว ระหว่างปี ค.ศ.1760 ถึง 1763 ตั้งอยู่บนริมฝั่งของแม่น้ำอิรวดี

img_0640

ก่อนถึงเมืองสกายน์ จะมีสะพานข้ามแม่น้ำอิราวดี ระหว่างข้ามสะพาน เมื่อมองไปทางขวามือ สิ่งที่สะดุดตามากก็คือเหล่าเจดีย์ที่โผล่ยอดขึ้นพ้นปลายไม้จำนวนมากมาย นับไม่ถ้วนว่ามีเท่าไร มองแล้วดูเหมือนภูเขาแห่งเจดีย์ เป็นภาพที่สวยงามแปลกตา และน่าประทับใจเป็นอย่างมาก สิ่งนี้ได้แสดงออกถึงความศรัทธาของผู้คนชาวพม่าที่มีต่อพุทธศาสนา

ผมได้นัดพบ พระนรมย์ วิสารโท ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง บริเวณเชิงเขาสกายน์แห่งนี้ พระนรมย์ คือ พระไทยที่ได้มาศึกษาและใช้ชีวิตที่เมืองนี้กว่า 15 ปี ท่านเริ่มต้นจากการมาศึกษาพระธรรม หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ด้วยความผูกพัน ท่านก็ตัดสินใจเลือกที่จะอยู่พม่าต่อไป ได้ช่วยงานกับทางวัด และช่วยเหลือให้ความรู้ สอนหนังสือแก่เด็กและประชาชนชาวพม่า รวมทั้งสอนภาษาไทยให้กับคนพม่าที่สนใจด้วย

ทริปนี้โชคดีมากๆ ที่ในการเดินทางครั้งนี้ มีพระเป็นผู้นำทาง และอุตส่าห์เสียสละเวลามาเป็นไกด์เฉพาะกิจให้ ถือว่าเป็นโอกาสดีไม่น้อยที่ได้ทำความรู้จักกับเมืองมัณฑะเลย์และเมืองรอบๆ โดยผ่านจากคนพื้นที่ ที่พำนักอาศัยอยู่ที่นี่จริงๆ

img_0612

ผมสอบถามในหลายๆ คำถามที่เกี่ยวกับพม่ากับทางพระนรมย์ ซึ่งท่านก็ได้ให้ความรู้มากมายเกี่ยวกับประเทศพม่า โดยเฉพาะเมืองที่ท่านได้จำวัด และเมืองบริเวณใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นเมืองอังวะ เมืองสกายน์ เมืองอมรปุระ ซึ่งก็จะพยายามสรุปใจความในแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานที่ที่ท่านได้พาไปให้ท่านผู้อ่านในเว็บไซต์ สยามโฟกัส ออนไลน์ นี้

img_0599

เมืองสกายน์ ถือว่าเป็นเมืองเก่าแก่ และเคยเป็นราชธานีมาก่อน ปัจจุบันก็ยังคงความคลาสสิก มีเสน่ห์ความเป็นเมืองเก่า ยังไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก จริงๆ แล้วคำว่า  “สกายน์” เป็นชื่อภูมิภาคหนึ่งของประเทศพม่า โดยมีเมืองเอกก็คือเมืองสกายน์เช่นกัน ซึ่งในด้านการแบ่งเขตปกครองนั้น ประเทศพม่าจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 7 ภูมิภาค (region) คือ

  1. ตะนาวศรี มี เมืองทวาย เป็นเมืองเอก
  2. พะโค มี เมืองพะโค (หงสาวดี) เป็นเมืองเอก
  3. มัณฑะเลย์ มี เมืองมัณฑะเลย์ เป็นเมืองเอก
  4. มาเกว มี เมืองมาเกว เป็นเมืองเอก
  5. ย่างกุ้ง มี เมืองย่างกุ้ง เป็นเมืองเอก
  6. สะกายน์ มี เมืองสะกายน์ เป็นเมืองเอก
  7. อิรวดี มี เมืองพะสิม เป็นเมืองเอก

พอเข้าสู่บริเวณเชิงเขาของเมืองสกายน์ สิ่งที่เห็นแปลกตามาก ก็คือ มีทั้งวัด มีทั้งพระภิกษุ มีทั้งสามเณร และมีทั้งชีเยอะที่เป็นเด็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่อยู่เยอะมาก ท่านก็เลยให้ข้อมูลว่า สำหรับชาวพม่าแล้ว ความเชื่อของคนที่นี่ ว่าในชีวิตหนึ่งต้องบวช 2 ครั้ง คือ บวชเณรหนึ่งครั้ง และบวชพระอีกหนึ่งครั้ง เพราะการบวชครั้งหนึ่งถือเป็นการบวชเรียน ในการบวชนั้นก็ไม่ได้ถึงกับมีข้อบังคับว่าทุกคนจะต้องบวช แต่ก็ถือว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมาตั้งแต่รุ่นสู่รุ่น ส่วนรุ่นใหม่ๆ ก็มีบ้างที่ก็ไม่ค่อยปฏิบัติกัน เพราะบางส่วนก็ต้องทำงาน ต้องหาเลี้ยงชีพก่อน

img_0623

ส่วนมากสถานที่ของเด็กๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวัด และวัดจะเป็นสถานที่วิ่งเล่น เป็นสถานที่เรียนรู้ของเด็กๆ และผู้คนส่วนใหญ่ เหมือนเป็นการปลูกฝังวิถีสืบทอดกันมา และเด็กผู้หญิงก็สามารถวิ่งเข้าไปเล่นในวัดได้เหมือนกับเด็กผู้ชายทั่วไป

img_0621

เมื่อเข้ามาอยู่บริเวณเขาสกายน์ ในระหว่างที่รถวิ่ง เมื่อมองไปรอบๆ ระหว่างทางขณะนั่งรถ จะเห็นว่าแถวนี้ไม่มีบ้านคนซักหลัง ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นที่พำนักของพระสงฆ์ล้วนๆ ซึ่งในสมัยก่อนเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว ที่นี้เคยเจริญรุ่งเรืองมากทางด้านการศึกษา ทั้งการประพฤติปฏิบัติพระเถรต่างๆ เมื่อปฏิบัติเรียบร้อยแล้วก็จะเข้าไปอยู่ในป่า บริเวณนี้ซึ่งปัจจุบันจะเป็นที่สร้างวัดทั้งหมด ปัจจุบันจะมีแต่วัดเต็มไปหมดประมาณ 500 กว่าวัดด้วยกันในบริเวณเขาทั้งหมด ในแต่ระยะทาง 1 ไมล์ เข้าไปถึงภูเขา จะเป็นวัดติดกันทั้งหมด ไม่มีบ้านแทรกเลยสักหลัง พอลงมาบริเวณตีนเขาด้านล่าง ถึงพอจะเห็นบ้านคนบ้าง แต่ก็น้อย ส่วนพระท่านก็จะลงมาบิณฑบาตด้านล่าง ที่นี่ก็จะมีอีกอย่าง คือ สำนักแม่ชีกับสำนักสงฆ์ปะปนกันอยู่ในโซนเดียวกัน แต่ก็จะแยกกันเป็นส่วนๆ

img_0287

พระนรมย์ตั้งใจพาผมมาพบกับเจ้าอาวาส ณ ที่วัดแห่งหนึ่งในหุบเขาสกายน์ พามาพูดคุยเรื่องต่างๆ  เกี่ยวกับวัด เกี่ยวกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณเมืองสกายน์แห่งนี้ วัดที่เห็นจะเป็นลักษณะคล้ายกับวัดที่มีโรงเรียนอยู่ภายในวัด ขณะที่ไป จะเห็นเด็กๆ กำลังตั้งใจร่ำเรียนกันอยู่อย่างขยันขันแข็ง นักเรียนทุกคนจะเป็นสามเณร แล้วก็ชีทั้งหมด มีส่วนน้อยที่เด็กในห้องเรียนที่ไม่ได้บวชเป็นสามเณร บางส่วนพักอาศัยที่วัด  บางส่วนหากบ้านอยู่ใกล้ก็จะพักที่บ้าน วัดแห่งนี้สร้างมา 9 ปี เด็กส่วนมากจะเป็นเด็กที่ยากจน ขาดโอกาสทางด้านการศึกษา พ่อแม่ไม่มีกำลังที่จะส่งเรียน ก็จะส่งมาให้อยู่กับวัด มาเรียนที่วัด ซึ่งที่วัดก็จะมีการแบ่งเป็นชั้นๆ เหมือนกับการศึกษาขั้นพื้นฐานของพม่า

ผมอดไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงโรงเรียนแห่งนี้ เลยต้องขอสรุปเกี่ยวกับที่แห่งนี้ซักนิด

โรงเรียนแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ ปี ค.ศ.2003 โดยเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง โดยมีจุดประสงค์หลัก คือ ให้การศึกษาสำหรับเด็กทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กที่ด้อยโอกาสหรือเด็กยากจน โดยได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้านรอบๆ วัด และผู้มีจิตศรัทธาทั่วไป เมื่อเริ่มแรกมีนักเรียนเพียง 6 คน ผ่านไปเพียง 10 ปี ปัจจุบันมีนักเรียนถึง 1,534 คน และนี่คือสิ่งที่น่าเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง ความพยายามที่คิดจะช่วยเหลือเด็กให้มีการศึกษา เพื่อที่จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต ซึ่งรวมๆ แล้วได้ช่วยเหลือเด็กให้ได้เรียนรู้ในโรงเรียนแล้วมากกว่า  6,000 คน จำนวนขนาดนี้ถือว่าไม่น้อยสำหรับวัดที่ต้องทำอะไรเอง ต้องบริหารจัดการเอง ต้องหางบประมาณเอง ด้วยเพียงแค่เงินบริจาคจากความศรัทธาของคนในพื้นที่

สำหรับที่นี่ วัดยังคงความสำคัญและเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้คนชาวพม่า ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ วัดจะเป็นสถานที่ที่เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในวีถีชีวิต และการดำเนินชีวิตของผู้คนชาวพม่า แม้แต่ในวันหยุดเรียน ก็ยังคงถือเอาวันพระเป็นวันหยุดของโรงเรียน

ซึ่งจะเห็นได้ว่า วัดที่พม่านี้เป็นแหล่งพึ่งพิง และเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สำหรับเด็กในชุมชน และเด็กที่ด้อยโอกาสก็สามารถเข้าเรียนได้ทุกคน โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น แม้ไม่มีค่าเล่าเรียน ไม่มีที่อยู่ วัดจะช่วยอย่างเต็มที่ โดยอาศัยปัจจัยจากผู้คนชาวพม่าเอง

หลังจากที่ได้พูดคุยกับพระนรมย์ ผมก็เริ่มเข้าใจขึ้นมาอีกนิดแล้วว่า ทำไมพระที่พม่าถึงได้มีอิทธิพลต่อชาวบ้านเป็นอย่างมาก พระที่นี่สามารถเป็นที่พึ่งพิงของชาวบ้านได้ในหลายๆ ด้าน เช่น เรื่องการศึกษา ทางวัดก็มีความพยายามที่จะหาหนทางช่วยเหลือต่างๆ นานา เพื่อที่จะให้เด็กที่ด้อยโอกาสได้มีการโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียน

img_0282

สมแล้วที่พม่ายังเป็นประเทศที่คงความเป็นพระพุทธศาสนาไว้ดีที่สุดในโลก

เพียงแค่วันแรก ผมก็ได้รับรู้เสน่ห์ของเมืองนี้อย่างบอกไม่ถูก ความสงบของบ้านเมือง ผู้คน และธรรมชาติซึ่งยังคงมีอีกหลายอย่างที่รอการค้นพบ และเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ อยู่อีกมากมาย

@  จเร  สำอางค์

ทิ้งคำตอบไว้