กำหนดสมาชิก 5 พันตั้งพรรคการเมือง เอื้อขั้วพรรคใหญ่-ปิดโอกาสพรรคเล็ก

0
915

หลายวันมานี้ เราได้ยินอยู่เสมอว่า ต่อไปนี้ ใครที่คิดจะจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ จะต้องมีสมาชิกล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้วไม่ต่ำกว่าห้าพันคน และต้องมีสาขาสี่ภาคไว้พร้อมแล้ว ก่อนไปยื่นจดทะเบียนตั้งพรรคการเมือง

แนวความคิดนี้มีความพยายามในการผลักดันออกมาอย่างเอาการเอางาน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า แนวคิดนี้หวังผลอะไร มีวัตถุประสงค์เบื้องลึกอะไร มีอะไรซ่อนเงื่อนอยู่หรือไม่ หวังตอบสนองขั้วการเมืองของพรรคใด ภายใต้ความต้องการของประชาชนที่ต้องการปฏิรูปทางการเมือง สกัดกั้นขั้วพรรคการเมืองที่สร้างปัญหาให้ประเทศชาติตลอดมา และส่งเสริมให้ประชาชนที่ปรารถนาเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น

เมื่อพิจารณาจากแนวความคิดของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารงานเลือกตั้ง ที่ได้แถลงต่อสาธารณชนเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ถึงขั้นตั้งสโลแกนว่า “ตั้งยาก อยู่ยาก และ ยุบยาก” โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันมีความต่อเนื่อง จึงมีการกำหนดกฎเกณฑ์ว่าต้องมีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่าห้าพันคน และมีสาขาพรรคอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา

คำกล่าวของนายสมชัยที่ว่า “คิดว่าในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น จะไม่ทำให้ผู้ที่คิดพรรคต้องถึงขนาดใช้วิธีการซื้อตัวคนเข้าพรรค เพื่อจะได้จัดตั้งพรรคได้เร็ว การให้มีประชาชนมามีส่วนร่วมกับการตั้งพรรค 5,000 คน ไม่ใช่เรื่องยาก โดยผู้ที่คิดจะตั้งพรรคตามกฎหมายใหม่ก็สามารถเริ่มกระบวนการดังกล่าวอย่างไม่เป็นทางการได้ เพื่อหาว่าที่สมาชิกพรรคไว้ล่วงหน้า แต่ทั้งนี้ การตั้งพรรคยากจะทำให้ผู้คิดตั้ง เลือกใช้วิธีการซื้อหัวพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมมาดำเนินการหรือไม่ ไม่สามารถตอบได้ ขึ้นอยู่กับนักการเมืองคนนั้นจะดำเนินการอย่างไร”

นายสมชัยยังให้เหตุผลอีกว่า ยังมีกลไกสนับสนุนการทำงานพรรคการเมือง เช่น การให้สมาชิกเสียค่าบำรุงรายปีไม่น้อยกว่าสองร้อยบาทต่อคนต่อปีเพื่อเสริมความเข้มแข็งให้พรรคการเมือง โดยประชาชนทั่วไปสามารถบริจาคเงินภาษีรายได้บุคคลธรรมดาให้พรรคการเมืองได้ปีละห้าร้อยบาท ส่วนผู้ประสงค์บริจาคก็สามารถลดหย่อนภาษีได้เป็นสองเท่าของเงินบริจาค แต่ไม่เกินห้าหมื่นบาทในกรณีเป็นบุคคลธรรมดาและไม่เกินสองแสนบาทในกรณีเป็นนิติบุคคล

จากแนวความคิดที่นายสมชัยกล่าวอ้างว่าเป็นความเห็นจาก กกต. อันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า กกต.เองยังไม่เข้าใจบริบทของการตั้งพรรคการเมือง และยังไม่เข้าใจวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทย หากมีการย้อนถามกลับว่า หากให้ทางกรรมการ กกต. คนใดคนหนึ่งไปจัดตั้งพรรคการเมือง และต้องหาสมาชิกพรรคการเมืองห้าพันคน พร้อมกับตั้งสาขาสี่ภาคในการยื่นจดทะเบียนตั้งพรรคการเมือง ท่านจะทำได้หรือ โดยเฉพาะบ้านเมืองในขณะนี้ยังไม่เปิดให้มีการชุมนุมทางการเมือง การเดินสายไปบรรยายทางการเมืองเพื่อให้ประชาชนสนับสนุนทางการเมืองในการจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นเรื่องขัดต่อคำสั่งคณะปฏิวัติ

เมื่อพิจารณาจากแนวคิดนี้แล้ว ทำให้เข้าใจได้ว่า กกต.เองไม่เข้าใจสภาวะทางการเมืองไทย ไม่เข้าใจระบบพรรคการเมืองไทย และยังไม่เข้าใจวัฒนธรรมทางการเมืองไทย แต่ในทางกลับกัน หาก กกต.เข้าใจ แต่ยังมีแนวคิดเช่นนี้ ก็จะทำให้สงสัยได้ว่า แนวคิดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร และเพื่อใคร หวังล็อคสเป็คให้ขั้วพรรคการเมืองใหญ่หรือไม่ ถ้าหากเป็นเช่นนั้น การเมืองไทยก็เข้าสู่วังวนเดิม ยังคงมีสองขั้วพรรคการเมือง แล้วสิ่งที่ประชาชนหวังให้มีการปฏิรูปทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งก็เสียเปล่า และถึงที่สุด ความขัดแย้งในทางการเมืองก็ไม่อาจยุติลงได้

แนวคิดของ กกต.นี้ หากไม่มีนัยยะใด ก็ต้องทบทวนแนวคิดเสียใหม่ และต้องเข้าใจวัฒนธรรมทางการเมืองไทย รวมถึงความเป็นจริงและข้อเท็จจริงในทางการเมืองของการจัดตั้งพรรคการเมือง เพราะมิเช่นนั้น ย่อมให้เข้าใจได้ว่า กกต.กำลังเอื้อให้กับขั้วพรรคการเมืองที่มีทุนมหาศาลเข้ามามีอำนาจทางการเมือง เท่ากับว่า กกต.กำลังส่งเสริมให้เกิดการผูกขาดทางการเมือง เสมือนกับการส่งเสริมให้ทุนยักษ์ใหญ่เข้ามาผูกขาดทางเศรษฐกิจ หากเป็นเช่นนี้จริง ประเทศชาติก็ต้องรับกรรมเช่นเดิม เพราะเงินซื้อได้ทุกอย่าง

ส่วนที่มีข้ออ้างว่า พรรคการเมืองที่เคยตั้งใหม่ มีการหวังงบประมาณจาก กกต.และหลายพรรคเป็นปัญหานั้น ไม่ใช่ข้อสรุปว่า การยื่นจดทะเบียนพรรคการเมืองสามารถทำได้ก่อน โดยมีสมาชิกพรรคไม่ต่ำกว่า 15 คน และภายในหนึ่งปีจะต้องมีสมาชิกพรรคการเมืองไม่ต่ำกว่าห้าพันคนจะไม่ดี เพราะที่ผ่านมาก็มีระเบียบกฎหมายชัดแจ้งอยู่แล้วว่า หากฝ่าฝืนก็ถูกยุบพรรคอยู่แล้ว ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เหตุผลที่จะอ้างว่าของเดิมนั้นล้มเหลว แต่นั่นเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะต้องตรวจสอบดูแล

วันนี้ภายใต้การเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองและวิถีทางการเมืองเป็นเรื่องที่ถูกต้องอย่างยิ่ง แต่ต้องไม่ซ่อนเงื่อนเอื้อขั้วพรรคการเมืองใหญ่ โดยไม่เปิดโอกาสให้กับประชาชนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง และต้องไม่ใช่ในลักษณะของการ “มโน” บนโต๊ะประชุม

แต่การเมืองไทยโดยเฉพาะการจดทะเบียนตั้งพรรคการเมือง ต้องเปิดโอกาสให้กับประชาชนที่มีทุนน้อย แต่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยถึงจะถูกต้องที่สุด หาใช่เอื้อทุนใหญ่ ขั้วพรรคการเมืองใหญ่ ถ้าเช่นนั้นจะปฏิรูปทางการเมืองไปเพื่ออะไรเล่า..!


01

ทิ้งคำตอบไว้