“แสนแสบ” – คลองสงคราม “สยาม-เวียดนาม”

0
1462

ทุกวันนี้การจราจรในกรุงเทพมหานครติดขัดอย่างมาก และเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางทางบกเพื่อหนีการจราจรติดขัด เราเลยหันมาใช้เรือยนต์ที่วิ่งรับส่งตามคลองแทน และเรือยนต์ขนส่งที่มีบทบาทอย่างมากก็คือ เรือยนต์ที่วิ่งอยู่ที่ “คลองแสนแสบ” จนเห็นได้ว่า คลองแสนแสบนั้นมีบทบาทอย่างมากกับคนเมืองกรุงในการเดินทาง

แต่เมื่อเราศึกษาเบื้องหลังที่มาของคลองแสนแสบแล้ว คลองนี้จัดว่าไม่ธรรมดา เพราะคลองนี้ขุดขึ้นมาเพื่อลำเลียงยุทธภัณฑ์ทางสงครามโดยเฉพาะ ในสงครามระหว่างสยามกับเวียดนาม ในศึกสงครามที่ชื่อว่า “อันนัมสยามยุทธ์”ที่รบกันยาวนานถึง 14 ปี

หากกล่าวความย้อนยุคก่อนที่จะเกิดศึกสงครามอันนัมสยามยุทธ์ขึ้นนั้น ประเทศสยามจัดว่าเป็นประเทศมหาอำนาจแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินโดจีน ตั้งแต่ยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ก่อร่างสร้างแผ่นดินและแผ่ขยายอิทธิพลสยามไปทั่วภูมิภาคแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินโดจีน ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของประเทศสยามไว้ได้ทั้งหมด โดยมีกรุงธนบุรีเป็นศูนย์กลาง

โดยเฉพาะญวนหรือเวียดนามนั้น บ้านเมืองของเขาเกิดความแตกแยกภายในและเกิดกบฏที่เรียกว่า “กบฏเต็ยเซิน หรือ ไกเซิน” ซึ่งทำให้ผู้ปกครองเวียดนามทางใต้ต้องเข้ามาพึ่งประเทศสยามและขอกำลังไปช่วยปราบกบฏ ซึ่งประเทศสยามก็รับปกป้องคุ้มครอง แต่ไม่สามารถแบ่งกำลังไปช่วยได้ เวียดนามจึงต้องพยายามขยายอิทธิพลเข้าไปในเขมรเพื่อแสวงยุทธปัจจัย เช่น พาหนะและส่วยต่างๆ จนสร้างความตึงเครียดระหว่างสยามกับเวียดนามในปลายสมัยกรุงธนบุรี

04

ภายหลังเข้าสู่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เวียดนามภายใต้การอุปถัมภ์ของประเทศสยามของเราตั้งแต่ยุคของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เวียดนามเริ่มแข็งเมืองมากขึ้น ไม่ยอมอยู่ในอิทธิพลของประเทศสยาม เพราะต้องการขยายอิทธิพลเข้าไปในเขมรและลาวเพื่อเก็บส่วย

เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยรัตนโกสินทร์ ประเทศสยามไม่ต้องการทำสงครามกับพม่าและเวียดนามในเวลาเดียวกัน จึงเลือกอุปถัมภ์ “องเชียงสือ” ผู้นำตระกูลสำคัญของเวียดนามในการรวบรวมชาติเวียดนาม จน “องเชียงสือ” สามารถปราบปรามกบฏได้ และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์เวียดนาม เรียกว่า “จักรพรรดิซาล็อง” หรือ “พระเจ้าเวียดนามยาลอง” อย่างไรก็ดี ฝ่ายเวียดนามเองต้องการทรัพยากรจากลาวและเขมรเพื่อเลี้ยงตัวเองและสร้างความเข้มแข็ง จึงขยายอิทธิพลเข้าไปในเขมรและลาวด้วย

ส่วนฝ่ายสยามถึงแม้จะไม่พอใจ แต่ไม่ต้องการทำศึกหลายด้าน จึงทำเป็นไม่รับรู้ ทำให้เวียดนามขยายอิทธิพลเข้าไปในเขมรได้อย่างเปิดเผย และมีท่าทีขยายเข้าไปในลาว การขยายอิทธิพลและท่าทีไม่เป็นมิตรของเวียดนาม ดังประจักษ์จากการที่เวียดนามมีส่วนสนับสนุนอย่างลับๆ ในกรณี “กบฏเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์” รวมทั้งกรณีกษัตริย์เขมรต่อต้านอำนาจของสยาม ทำให้สยามไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป

03

ต่อมาเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ประกอบกับสยามเลือกที่จะไม่ปะทะกับอังกฤษที่ต้องการขยายอิทธิพลลงไปในแหลมมลายู ทำให้ในรัชกาลที่ 3 สามารถเผชิญหน้ากับเวียดนามทางตะวันออกได้อย่างเต็มที่ โดยทำสงครามกับเวียดนามที่เรียกว่า “สงครามอานัมสยามยุทธ์” หรือ “สงครามสยาม-เวียดนาม” ระหว่าง พ.ศ.2376–2390 ซึ่งเป็นสงคราม 14 ปี สงครามครั้งนั้นเกิดขึ้นเพื่อชิงความเป็นใหญ่ในเขมร อันเป็นดินแดนกั้นกลางระหว่างสยามกับเวียดนาม สงครามที่เนิ่นนานเช่นนี้ได้ก่อความเสียหายให้ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างมาก

ใน พ.ศ.2376 เมืองไซง่อนเกิดการจลาจลโดยฝ่ายกบฏ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพบกยกกองทัพไปตีเขมรและหัวเมืองเวียดนาม ลงไปถึงเมืองไซง่อนเพื่อช่วยฝ่ายกบฏ และให้ เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เป็นแม่ทัพเรือ ไปตีหัวเมืองเขมรและเวียดนามตามชายฝั่งทะเล โดยไปสมทบกับกองทัพบกที่เมืองไซง่อน ในส่วนของกองทัพเรือต้องยกกำลังไปหลายครั้งเช่นเดียวกับการรบทางบก

02

ใน พ.ศ.2384 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นแม่ทัพเรือยกกองทัพเรือไปตีเมืองโจดก เรือรบสยามที่เดินทางไปร่วมรบในครั้งนี้มี เรือกำปั่นพุทธอำนาจ เรือเทพโกสินทร์ เรือราชฤทธิ์ เรือวิทยาคม เรืออุดมเดช เรือค่าย เรือปักหลั่น และเรือมัจฉานุ ซึ่งใช้บรรทุกเสบียงอาหาร อย่างไรก็ดี การรบทางเรือครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากทหารสยามไม่ชำนาญ ภูมิประเทศ และเรือสยามมีสมรรถนะที่ด้อยกว่าเรือเวียดนาม ทั้งในเรื่องของขนาดและประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องต่อเรือรบใหม่เป็นเรือป้อมอย่างเวียดนาม สามารถติดตั้งปืนใหญ่ได้หลายกระบอก ทั้งนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลังเป็นแม่กอง อำนวยการต่อเรือป้อมแบบเวียดนามไว้ใช้ในราชการ 80 ลำ

แต่ในที่สุดการรบระหว่างเวียดนามกับสยามที่ยืดเยื้อมาถึง 14 ปี ก็ต้องยุติลง โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ยกเลิกการศึกครั้งนี้ และมีการเจรจาสงบศึกใน พ.ศ.2390 เพราะทรงพิจารณาเห็นว่ามีแต่จะสิ้นเปลืองทรัพยากรและกำลังคน เปรียบเหมือนว่ายน้ำท่ามกลางมหาสมุทรไม่เห็นเกาะเห็นฝั่ง

ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถรบชนะอีกฝ่ายได้เด็ดขาด ทำให้ต้องทำสนธิสัญญาสงบศึกกัน โดยสยามยังคงไว้ซึ่งสิทธิในการสถาปนากษัตริย์เขมร แต่เขมรยังคงต้องส่งเครื่องบรรณาการแก่เวียดนามทุก 3 ปี ถือเป็นข้อตกลงที่น่าพอใจทั้ง 2 ฝ่าย สงครามจึงยุติลง

อย่างไรก็ตาม ระหว่างสงครามอันนัมสยามยุทธ์นี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้มีพระราชดำริให้ขุด “คลองแสนแสบ” เพื่อเชื่อม “แม่น้ำเจ้าพระยา” กับ “แม่น้ำบางปะกง” เข้าด้วยกัน เมื่อปี พ.ศ.2380 ด้วยพระราชประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งอาวุธยุทธภัณฑ์ กำลังรบ และเสบียงอาหารไปยังเวียดนาม ในราชการสงครามสยาม-เวียดนาม ซึ่งใช้เวลารบนานถึง 14 ปี ใน “สงครามอันนัมสยามยุทธ์”

แต่ทุกวันนี้ บทบาทของคลองแสบแสบได้กลายเป็นคลองลำเลียงประชาชนเพื่อหนีรถติด กลายเป็นเส้นทางโดยสารที่นิยมกันมาก เพราะสะดวกรวดเร็ว แต่ต้องเผชิญกับปัญหามลภาวะในน้ำส่งกลิ่นเหม็น เนื่องจากมีการทำลายสิ่งแวดล้อมและทิ้งขยะลงในคลอง

คลองแสนแสบ จึงเป็นคลองที่ดูเหมือนธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา เพราะเป็นคลองยุทธศาสตร์ทางการสงครามระหว่างสยามกับเวียดนามที่รบกันยาวนานถึง 14 ปี

ในปัจจุบัน คลองแสนแสบก็ยังคงบทบาทสำคัญในการเป็นเส้นทางโดยสารทางเรือยนต์เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางไปทำงานของประชาชน ภายใต้คลองที่ต้องเผชิญกับน้ำเน่าเหม็น


01

ทิ้งคำตอบไว้