ยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติ คือแนวทางปฏิรูปการศึกษา

0
1165

การศึกษาไทยในวันนี้ โดยเฉพาะการศึกษาในระบบการศึกษาของประเทศไทย เราจะมีคำถามอยู่ตลอดเวลาว่า เราศึกษาไปทำไม ศึกษาไปแล้วได้ประโยชน์อะไร ศึกษาไปแล้วจะไปทำอะไร และสิ่งสำคัญคือ เมื่อจบการศึกษาไปแล้วจะมีงานทำหรือไม่ หากจบการศึกษาไปแล้วตกงาน แล้วจะไปศึกษาทำไม เสียเงินเสียทอง กลับยิ่งมองว่า การศึกษาทำให้เกิดภาวะยากจน เป็นหนี้สินล้นพ้นตัว หากเป็นเช่นนี้ สู้ไม่ต้องเข้าระบบการศึกษา ไม่ต้องไปโรงเรียน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัย ให้เสียเงินเสียทอง เพราะจบออกมาแล้วก็ตกงาน สู้ไปทำงานหาเงินหาทองดีกว่า

ครั้งหนึ่งมีการลำนำบทกวีว่า “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหา ความหมาย ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้าย ให้กระดาษฉัน แผ่นเดียว” จึงกลายเป็นตำนานที่เกิดกระแสปฏิเสธความรู้จากห้องเรียน ไปแสวงหาความรู้จากสังคมที่แท้จริง เพราะเห็นว่าความรู้ในห้องเรียนไปใช่คำตอบของการศึกษาในความเป็นจริงของสังคม นั่นเท่ากับชี้ให้เห็นว่า การศึกษาไทยที่ถูกวางให้เรียนรู้นั้นไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมนั่นเอง หากศึกษาไปก็จะเสียเวลา และนำไปใช้ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติไม่ได้นั่นเอง จึงเป็นคำถามเรื่อยมาว่า แล้วการศึกษาที่ดีและสอดคล้องกับบริบทสังคมนั้นคืออะไร จึงกลายเป็นที่มาของการเกิดกระบวนการร้อนรนหาทางพัฒนาหลักสูตรการศึกษากันเป็นว่าเล่น ทำให้ครูผู้สอนต่างปรับตัวกันยกใหญ่ ต้องไปอบรม ทำวิชาการ ปรับทัศนคติ

แต่ก็ยังเป็นคำถามอยู่นั่นเองว่า พัฒนาหลักสูตรก็แล้ว อบรมครูก็แล้ว ปรับทัศนคติครูก็แล้ว ทำวิชาการศึกษากันก็แล้ว ก็ยังมองกันว่า สิ่งที่ทำนั้นส่งผลต่อการศึกษามากน้อยเพียงใด เพราะสิ่งที่สังคมยังวิพากษ์วิจารณ์อยู่คือ การศึกษาไทยยังด้อยคุณภาพ ทั้งๆ ที่เสียงบประมาณด้านการศึกษาไปอย่างมหาศาล แต่คำตอบก็ยังถูกมองว่าด้อยคุณภาพการศึกษาอยู่นั่นเอง และนับถึงทุกวันนี้ ต่างเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษากันอย่างต่อเนื่อง

ในสภาพปัญหาของการศึกษาที่มักได้รับการกล่าวถึง คือ คุณภาพการศึกษาพื้นฐานตกต่ำ นั่นก็คือ เด็กไทยมีความรู้ต่ำกว่ามาตรฐาน เพราะพบว่า นักเรียนไทยที่จัดได้ว่ามีความรู้วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับสูงมีเพียง 1% เท่านั้น ทั้งที่เราใช้เวลาในการเรียนการสอนมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน

เด็กไทย 74% อ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่อง คือมีตั้งแต่อ่านไม่ออก อ่านแล้วตีความไม่ได้ วิเคราะห์ความหมายไม่ถูก หรือแม้แต่ใช้ภาษาให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาวิชาอื่นๆ แต่เรากลับมองสภาพเหล่านี้ด้วยความเคยชิน และยังคงเชื่อว่าลูกหลานของเราจะต้องได้รับการพัฒนาโดยการจัดการศึกษาแบบเดิมๆอย่างทุกวันนี้

ด้านปัญหาของครูก็เป็นปัจจัยหนึ่ง แม้ว่าประเทศไทยมีการผลิตครูมากถึงปีละประมาณ 12,000 คน แต่อัตราการบรรจุครูใหม่ในแต่ละปีมีเพียง 3-4 พันคนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าในแต่ละปี บัณฑิตครูที่จบออกมาใหม่จะมีการตกงานเบื้องต้นเกือบหนึ่งหมื่นคน เท่ากับว่า การศึกษาไทยในการผลิตครูก็ล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว

แต่ในภาพรวมของประเทศไทยยังนับว่าขาดแคลนครู โดยเฉพาะครูในสาขาวิชาสำคัญๆ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา เป็นต้น และยังพบอีกว่า ไม่มีความชัดเจนทางนโยบายในการที่จะสนับสนุนให้ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาที่ตรงกับเนื้อหาสาระ ในทางตรงกันข้ามยังกลับพบมาตรการในเชิงกีดกันอีกด้วย เช่น การกำหนดให้ผู้ที่จะรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ต้องไปเรียนเพิ่มเติมอีกอย่างน้อยหนึ่งปี เป็นต้น

ที่สำคัญคือ ประเทศไทยไม่มีแผนและกลไกการกำกับการผลิตกำลังคนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ในขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาในบางสาขามีมากมายจนล้นงาน ซึ่งจะพบว่า ในการรับสมัครงานบางตำแหน่ง มีผู้สมัครหลายหมื่นคนเพื่อแย่งกันเข้าทำงานที่มีการรับเพียงไม่กี่สิบอัตรา แต่บางสาขาวิชากลับขาดแคลนกำลังคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรม และทางด้านการแพทย์ เราต้องการให้มีผู้เข้าศึกษาสายอาชีวะประมาณครึ่งหนึ่ง จึงจะทำให้มีกำลังคนเพียงพอต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า มีผู้เข้าเรียนอาชีวะเพียง 27% และการขาดการวิจัยและพัฒนา ขาดนวัตกรรม และปัญหาความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ

อย่างไรก็ตาม การศึกษาไทย เราต้องยึดหลักกฎหมาย ภายใต้ “พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542” ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2542 เป็นต้นมา ถือได้ว่าเป็นกฎหมายแม่บทที่เป็นเสมือนธรรมนูญการศึกษาของประเทศ ที่เน้นการปฏิรูปการศึกษา เพราะระบบการศึกษาที่ผ่านมาไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา หรือคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนเท่าที่ควร ทำให้คุณภาพของไทยไม่สามารถแข่งขันได้

แต่ทำไม เรายังพบกับคำถามอยู่เสมอว่า การศึกษาไทยยังด้อยคุณภาพ คำตอบก็คือ ประเทศไทยไม่มียุทธศาสตร์ชาติของการศึกษา เพราะหากพิจารณาอย่างเข้าใจแล้วก็คือ การศึกษาก็คือการพัฒนาบุคลากรของชาติเพื่อนำบุคลากรของชาติที่ได้รับองค์ความรู้แล้ว เพื่อนำองค์ความรู้มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่อาจมองการศึกษาแบบแยกส่วนได้เลย เราต้องมองการศึกษากับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรืออย่างบูรณาการ และต้องกำหนดทิศทางการศึกษาไปในทิศทางเดียวกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ

เฉกเช่น เราจะให้องค์กรเข้มแข็งเจริญรุ่งเรือง เราต้องอบรมให้ความรู้พนักงานเพื่อมีองค์ความรู้และเชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่ในความสำเร็จขององค์กร ฉันใดฉันนั้น ประเทศจะพัฒนาและเข็มแข็งได้ เราต้องอบรมให้ความรู้หรือให้การศึกษาที่ถูกต้องต่อการพัฒนาประเทศ สร้างองค์ความรู้หรือการศึกษาที่ถูกต้องแล้วนำบุคลากรมาใช้ในการพัฒนาประเทศได้ทุกๆ คน ไม่ใช่ให้องค์ความรู้ที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศได้ และยังปล่อยบุคลากรไปมีวิถีชีวิตตามยถากรรม ซึ่งเท่ากับว่า นี่เป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ดังนั้น การกล่าวขานหรือพร่ำเรียกว่า “ปฏิรูปการศึกษา” โดยไม่ได้คำนึงยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติกับการศึกษาเป็นเรื่องเดียวกันแล้ว จะประชุมไปก็เสียเวลา เสียงบประมาณแผ่นดินของชาติเสียเปล่า 

@ สยามสิน  วลิตวรางค์กูร


01

ทิ้งคำตอบไว้