G20+G77 หวังยกเครื่องเศรษฐกิจโลก

0
733

การประชุมกลุ่มประเทศ G20 ที่นครหางโจว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 4-5 กันยายน 2559 โดยมีหัวข้อหลักในการประชุมที่เน้นภาคีความร่วมมือในการสร้างนวัตกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจโลกอย่างกลมกลืนและสมานฉันท์ โดยเฉพาะการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและนำเสนอแผนการแก้ไขปัญหาสำหรับการพัฒนาของทั่วโลก

1472987695_S__9650199

เรามารู้จักกลุ่มประเทศ G20 ว่ามีความเป็นมาอย่างไร

กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ G20 (Group of Twenty Finance Ministers and Central Bank Governors)  ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2542 เป็นกลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้บริหารธนาคารกลางจากประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 19 ประเทศ รวมกับสหภาพยุโรป (อียู)

ประเทศทั้ง 19 ประเทศ ประกอบด้วย กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ประเทศ (G-8) คือ อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น เยอรมนี รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่อีก 11 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วย อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ และตุรกี ซึ่งประเทศในกลุ่ม G20 มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันเท่ากับ 90 เปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจโลก และมีประชากรรวมกันประมาณ 2 ใน 3 ของโลก

เหตุผลหลักในการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ G20 ที่เมืองหางโจว เกิดจากผลพวงของการเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง โดยเฉพาะมาตรการของประเทศตะวันตกที่ยึดถือนโยบายเงินตราและนโยบายการเงินเป็นที่ตั้ง แต่นโยบายดังกล่าวไม่สามารถนำเศรษฐกิจโลกให้เดินพ้นภาวะที่ค่อนข้างซบเซาได้ ในปัจจุบันจึงต้องการการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

ผู้เชี่ยวชาญของจีน ได้อธิบายว่า ทุกประเทศมีปัญหาเชิงโครงสร้างของตนเอง แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกันหมด ซึ่งหมายความว่า ประชาคมโลกต้องบรรลุความเห็นร่วมกันในปัญหานี้ และแสวงหาแผนการแก้ปัญหาที่ใช้ประโยชน์ได้โดยทั่วไป

จึงเห็นสมควรว่า ในปัจจุบันควรลดกำลังผลิตที่ล้นเกิน ลดปริมาณสำรองสินค้าในคลัง และลดเงินทุนจากการกู้ยืม ดังนั้น การปฏิรูปเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ จึงเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ซึ่งขณะนี้สหรัฐอเมริกาอยากจะลดอัตราดอกเบี้ย แต่ในขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยที่ติดลบปรากฏตัวขึ้นในโลกแล้ว อันที่จริง ในกระบวนการปรับปรุงนโยบายเงินตรา ก็มีปัญหาการปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้วย สำหรับบางประเทศ ปัญหานี้อาจจะยังไม่รุนแรงเท่าไร แต่บางประเทศพบปัญหาที่ใหญ่มากแล้ว แต่ถ้ากำหนดแผนการแก้ปัญหาที่นำไปใช้ประโยชน์โดยทั่วไปได้ ก็สรุปได้ว่า การประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ G20 ครั้งนี้ได้รับผลสำเร็จใหญ่หลวง จากนั้นจึงสามารถจัดดัชนีชี้วัดปัญหาเชิงหลักการและด้านการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมได้

ในการประชุมกลุ่มประเทศ G20 ที่จัดขึ้นที่นครหางโจวครั้งนี้ นายสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย เข้าร่วมการประชุมในฐานะประธานกลุ่มประเทศ G77 ซึ่งกลุ่มประเทศ G77 นี้ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2507 ใน “ปฏิญญาร่วมเจ็ดสิบเจ็ดประเทศ” ภายใต้การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและพัฒนา (UNCTAD) มีการประชุมใหญ่ครั้งแรกในกรุงแอลเจียร์ ประเทศแอลจีเลีย และในปี พ.ศ.2510 มีการรับกฎบัตรแอลจีเลียและเริ่มพื้นฐานสำหรับโครงสร้างสถาบันถาวร มีกฎบัตรกลุ่ม 77 หรือ G77 ในกรุงโรม ภายใต้องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ในกรุงเวียนนา ภายใต้องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมสหประชาชาติ กรุงปารีส ภายใต้องค์การยูเนสโก ในกรุงไนโรบี ภายใต้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ และกลุ่ม 24 หรือ G24 ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ภายใต้กองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก

ส่วนกลุ่มประเทศ G77 เป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยออกแบบการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจร่วมกัน และเสริมสมรรถภาพการเจรจาร่วมกันในสหประชาชาติ ซึ่งองค์การนี้มีสมาชิกก่อตั้ง 77 ประเทศ แต่ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2556 องค์การนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 134 ประเทศ และในปี พ.ศ.2559 ประเทศไทยเป็นประธาน

อย่างไรก็ตาม การประชุมกลุ่มประเทศ G20 และมีประธานกลุ่ม G77 คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ เพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อผลักดันแผนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกร่วมกันด้วย

โดยเฉพาะความคาดหวังของผลการประชุมสุดยอดของกลุ่มประเทศ G20 นี้ ผู้เชี่ยวชาญของจีนชี้ให้เห็นว่า ต้องให้ความสำคัญกับการผลักดันให้มีการปฏิรูปและการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อการเปิดโอกาสให้มีการเพิ่มศักยภาพการพัฒนาของประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ยังไม่สมดุลในด้านการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมห่วงโซอุปทาน ห่วงโซ่อุตสาหกรรม การยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศต่างๆ ให้สูงขึ้น อันจะส่งผลต่อกำลังซื้ออันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นตามมา และจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนภายในเพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ

ในการประชุมกลุ่มประเทศ G20 นี้ นายสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ยังได้ร่วมหารือทวิภาคี โดยประธานาธิบดีจีน เห็นควรให้ไทยและจีนส่งเสริมการติดต่อประสานงานและแสวงหาความร่วมมือกันอย่างเหมาะสม รวมถึงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาร่วมกัน และให้ความสำคัญในการผลักดันความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านให้พัฒนาอย่างก้าวหน้า

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวชื่นชมการแสดงวิสัยทัศน์ที่สร้างสรรค์ของประธานาธิบดีจีน ที่เชื่อมโยงระหว่างกลุ่ม G20 และกลุ่ม G77 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่มีต่อทุกประเทศ สำหรับความร่วมมือการขนส่งระบบรางไทย-จีน ประธานาธิบดีจีน พร้อมดำเนินความร่วมมือกับไทยต่อไป ขณะที่นายกรัฐมนตรีไทยยืนยันความร่วมมือการขนส่งระบบรางไทย-จีน จะต้องดำเนินต่อไป แต่ที่เกิดความล่าช้าเพราะติดขัดข้อกฎหมายบางประการ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังได้ร่วมหารือและแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “การพัฒนาที่มีความเชื่อมโยงและครอบคลุม” ร่วมกับผู้นำกลุ่ม G20 โดยกล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาที่มีความเชื่อมโยงและครอบคลุม ว่าต้องประกอบด้วย 3 ส่วน คือ การเป็นหุ้นส่วนระดับโลก การสร้างความเชื่อมโยง และการให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ ซึ่งการเป็นหุ้นส่วนระดับโลกจะทำให้ G20 ช่วยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ พร้อมชื่นชม G20 ที่ให้ความสำคัญกับวาระการพัฒนาด้วยการร่วมกับประเทศกำลังพัฒนา และการลดช่องว่างของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานผ่านการรับรองข้อริเริ่ม “พันธมิตรว่าด้วยความเชื่อมโยงทางโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก” รวมถึงการจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย ซึ่งเห็นว่าการพัฒนาต้องให้ความสำคัญกับแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ ซึ่งในส่วนของไทยได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้  เน้นการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับ G20 เพื่อขยายความร่วมมือการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ต่อไป

บทสรุปในการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศ G20 บวก G77 จึงเป็นเวทีสำคัญแห่งความหวังของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในความร่วมมือกันในแผนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซาให้ฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง


01

ทิ้งคำตอบไว้